deknang popcorn magazine Degnang BBS
 
หน้าแรก ข่าวหนัง คอลัมน์ ถาม/ตอบ ติดต่อเรา

Main Menu
 หนังข่าว
 คอลัมน์
 กระดานข่าว
 มามะมาจอยกัน
 --L i n K--
 โปรแกรมฉายหนังไทยปี 53
 ป๊อปคอร์นแม็ก
 เจไดยุทธ
 มูลนิธิหนังไทย
 ศูนย์ข้อมูลหนังไทย
 สมาคมสมาพันธ์หนังไทย
 เครือข่ายคนดูหนัง
 ดูหนังอย่างคนป่วย
 ไทยอินดี้
 กลแสง
 ดิจิตอลวิดีโอคลับ
 ฟุ๊คดุ๊ค
 เฟย์
 ออนโอเพ่น
 ไบโอสโคป
 wisekwai
 สหมงคลฟิล์ม
 จีทีเอช
 อาวอง
 ไฟว์สตาร์
 พระนครฟิลม์
 คิกเดอะแมชชีน
 ป๊อปพิคเจอร์ส
 เอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น
 มหรสพทัศน
 ไทยบ็อกซ์ออฟฟิศโมโจ
 การ์ตูนทีเคโอ
 สำนักหนังสือไต้ฝุ่น
 หนังกลางแปลง
 หนังเอ็มไทย
 เด็กฟิล์ม
 เอนเตอร์เทนออนไลน์
 ไต้ฝุ่นแลนด์
 ร้านก็องดิด-สนพ. 1
 อังเคิลแกลอรี่
 ปอปป้ากานดา

ข่าวเก่า
ไฮไลต์หนังไทย "ค่ายใบโพธิ์" ปี 53
มองสถานการณ์รอบตัวในปี 52 แนวโน้มและทิศทางหนังปี 53 ของค่ายใบโพธิ์ กับ "เสี่ยเจียง"
ฮู อาร์ ยู (WHO R U?) : คนคุ้นเคยที่คุณไม่เคยรู้จัก (ข้อมูลแรก)
จับเข่าคุยผู้กำกับรุ่นใหญ่ "สุรสีห์ ผาธรรม" กับการรีเมคหนังไทยระดับตำนาน "ครูบ้านนอก บ้านหนองฮีใหญ่"
เผยโฉม 5 ใบปิด "ตายโหง" หนังสยอง "พจน์ อานนท์" ที่เตรียมดังขึ้นหน้าหนึ่ง

ข่าวยอดนิยม
โอ้ลัลล้า รายได้รวมหนังไทย 2552 (+ อัพเดทโปรแกรมฉายปี 53)
เผยโฉม 5 ใบปิด "ตายโหง" หนังสยอง "พจน์ อานนท์" ที่เตรียมดังขึ้นหน้าหนึ่ง
ไฮไลต์หนังไทย "ค่ายใบโพธิ์" ปี 53
ตัวแม่รีเทิร์นส "นก สินจัย" คืนจอด้วยหนังสยองขวัญสุดหลอน "Who R U?"
ฮู อาร์ ยู (WHO R U?) : คนคุ้นเคยที่คุณไม่เคยรู้จัก (ข้อมูลแรก)

Archive
ธันวาคม, 2009
พฤศจิกายน, 2009
ตุลาคม, 2009
กันยายน, 2009
สิงหาคม, 2009
กรกฎาคม, 2009
มิถุนายน, 2009
พฤษภาคม, 2009
เมษายน, 2009
มีนาคม, 2009

Hit Counter
5019329 ผู้เยี่ยมชม

Who's Online
ขณะนี้มี 106 บุคคลทั่วไป ออนไลน์



Your location: หนังข่าว
จินตหรา สุขพัฒน์ : แกะกล่องความทรงจำของเธอ...เจ้าหญิงแห่งวงการหนังไทย   PDF  พิมพ์  ส่งเมล์ 
เขียนโดย เจ้าหงิญ Obelisk  
พฤหัสบดี, 15 ธันวาคม 2005

...เมื่อมีโอกาสได้สัมภาษณ์นักแสดงจาก "เด็กหอ" และหลังจากแนะนำตัวแล้ว ฉันก็ได้มานั่งหน้าตาจ๋อง ๆ ต่อหน้าผู้หญิงคนที่เป็นดั่งตำนาน เธอเป็นคนที่เราคุ้นเคยและสนิทสนมกับคาแร็คเตอร์ของเธอผ่านฟิล์มหนังหลายสิบเรื่องบนจอ

...ทุกครั้งที่ระลึกถึงอิทธิพลของหนังไทยที่มีต่อความทรงจำของฉัน ฉันมักจะจดจำใบหน้าของหญิงสาวที่มีผมหน้าม้าสีดำขลับสนิท คิดถึงอีกหลาย ๆ นิสัยตัวละครที่เกิดขึ้นจากฝีมือของเธอ "จินตหรา สุขพัฒน์"

...เพราะสำหรับฉัน "พี่แหม่ม จินตหรา สุขพัฒน์" ไม่ได้เป็นเพียงแค่นักแสดงชื่อดัง แต่มันยังหมายรวมถึงความคิดถึงหนังไทยหลาย ๆ เรื่อง บรรยากาศความเป็นหนังไทยที่ผ่านมา อิ่มเอม สุขสันต์ หรรษา และไม่เคยมีใครที่เทียบชั้นกับความรู้สึกนี้

...แม้วงการมายาจะมีการเกิดใหม่และดับสูญไปของดารานักแสดงหลายคน แต่สำหรับฉัน ชื่อของ "จินตหรา สุขพัฒน์" เป็นส่วนผสมชั้นยอดของคำว่า "หนังไทย" อย่างแท้จริง

..."จินตหรา สุขพัฒน์" ไม่ใช่แค่นักแสดง ไม่ใช่แค่ดารา แต่ทำไมเราถึงผูกพัน โหยหาความรู้สึกนี้ แม้วันคืนรุ่งโรจน์ของหนังไทยยุคนั้นจะเป็นเพียงหนึ่งในตำรา เป็นส่วนหนึ่งของตำนานแห่งการก้าวเคลื่อนเลื่อนตำแหน่งของหนังไทย

...สำหรับฉัน "จินตหรา สุขพัฒน์" คือผู้หญิงที่ฉันเขินอายเมื่อสบตาเธอ ใบหน้าร้อนผะผ่าว และหัวใจกระตุกด้วยอาการตื่นเต้นตลอดเวลา นั่นคงเพราะเหตุผลที่ว่า มันคือการที่ฉันได้สัมผัส นั่งพูดคุยกับความทรงจำของตัวเอง

พี่แหม่มเล่นหนังเรื่องนี้เป็นยังไงบ้าง

- เป็นยังไง ก็เป็นหนังเรื่องหนึ่ง (หัวเราะ) บทบาทในเรื่องเล่นเป็นครูปราณี ซึ่งเป็นครูที่คุมหอพักของเด็ก ในเรื่องก็เป็นครูที่ค่อนข้างจะเคร่งเครียด คือเฮี้ยบ ๆ หน่อย แล้วจะดูลึกลับ ๆ หน่อย ทำตัวลึกลับ ๆ น่ากลัว ๆ เด็กจะค่อนข้างกลัว ก็เป็นคนซึ่งแปลก ๆ ดี ไม่เคยเล่นอย่างนี้มาก่อน (หัวเราะ) เป็นอะไรที่ต้องเคร่งเครียดมากค่ะ กับเด็กนักเรียนก็จะดุ ๆ เด็กนักเรียนก็จะกลัว เพราะไม่แน่ใจว่าครูคนนี้เป็นยังไง

เป็นครูสอนด้วย ดูแลหอพักด้วย

- ดูแลเด็ก ๆในหอพักด้วย สอนด้วย แต่ในเรื่องจะไม่เห็นฉากที่เราสอน แต่ว่าส่วนมากจะคุมหอพัก ผู้ปกครองมาส่งนักเรียน เค้าก็จะแบบเราเป็นครูที่ดูแลหอพักนี้ ต้องผ่านเราทุกคน ดูแลเด็ก ๆ มาหลายรุ่นแล้ว

แล้วพี่แหม่มเคยรับบทใกล้เคียงแบบนี้ไหม

- จริง ๆ แล้วคนมักจะนึกถึงว่าโดยครูแล้ว บทใกล้เคียงกันคือ ครูไหว แต่โดยเรื่องแล้วมันจะคนละโทน คนละแบบกันอยู่แล้ว เรื่องนี้มันจะลึกลับ น่ากลัว เกี่ยวกับวิญญาณ เกี่ยวกับผีในโรงเรียนค่ะ ซึ่งคนดูแล้วจะขนลุก ๆ เล็กน้อย (หัวเราะ) โดยรวมเรื่องก็แปลกน่ะค่ะ โดยส่วนมากแล้วพี่แหม่มจะเป็นครูใจดี แต่เรื่องนี้จะเป็นครูน่ากลัว

ถามพี่ย้งไหมว่า ทำไมเค้าถึงเลือกพี่แหม่มมาเล่น

- ถามเหมือนกัน (หัวเราะ) คือย้งเค้าก็บอกเหมือนกัน ประมาณว่าเค้าชื่นชมพี่แหม่มในเรื่องของการทำงาน แล้วก็อยากจะร่วมงานกับพี่แหม่ม พอมีโอกาสได้ทำหนัง เค้าก็เลยคิดถึงพี่แหม่ม เอาพี่แหม่มมาเล่น มาร่วมงานด้วย เอามาเล่นเป็นครูปราณี ซึ่งบทแบบหนึ่งคือ ให้มันดูพี่แหม่มแปลก ๆ ไปบ้าง จากที่เคยเล่นมา

ในเรื่องเข้าฉากกับใครบ่อย

- น้องแน็ค กับน้องอีกคน จะเจอกับน้องแน็คบ่อย ทำงานกับเด็กไม่ยากเลยค่ะ ไม่มีปัญหา เพราะเด็ก ๆ เค้าโตแล้ว แล้วมีประสบการณ์ในการทำงานแล้วด้วย เด็กคนอื่น ๆ รวมๆ กันแล้ว ก็ไม่ได้เข้ากับใครมากเป็นพิเศษ มีน้องแน็คคนเดียว

คิวของพี่แหม่มใช้เวลาถ่ายทำนานไหม

- ก็ค่ะ แต่ไม่ได้ทุกคิวไงคะ ส่วนใหญ่จะเป็นของเด็ก ๆ ของพี่แหม่มก็จะมีมา แต่ระยะเวลาการถ่ายก็จะไป ๆ กลับ ๆ เพราะว่าเรามีถ่ายละครอยู่ด้วย คิวเค้าจะเซ็ทคิวให้ในช่วงที่เราว่างให้ตรงกันกับการทำงานของเค้า ส่วนใหญ่ก็คิวกลางคืนค่ะ อยู่ดึกก็ดึกกับเค้าด้วย ฉากกลางคืนต้องเก็บให้หมด บางทีดึก ๆ เด็ก ๆ เค้าอยู่กันได้ เราก็อยู่ได้ ไม่มีปัญหา

การทำงานกับทีมงานรุ่นใหม่

- ก็เอาบทไปดูก่อน อ่านแล้วเครียดจังเลย (หัวเราะ) เค้าก็เล่าคร่าว ๆ ให้ฟังแล้วว่าเรื่องเป็นยังไง ทีนี้คือจะมีปัญหาในเรื่องการทำงานหรือเปล่า เพราะพี่แหม่มมีถ่ายละคร แล้วเราเล่นละคร เล่นหนัง เวลามันจะไม่ไปด้วยกัน เค้าก็พยายามเคลียร์ ๆ จนเราสามารถที่จะเล่นได้ ก็เลยไม่มีปัญหาค่ะ ก็เรียบร้อยดีในเรื่องของการทำงาน (หัวเราะ) มาดูการทำงานของเด็กรุ่นใหม่ ๆ ก็แปลก ๆ ดี เค้ามีความเป็นระบบระเบียบมากขึ้น ก็ดีใจเห็นการทำงานซึ่งเป็นระบบ เป็นระบบที่ดีน่ะค่ะ หมายถึงเรื่องของการถ่ายทำอะไรต่าง ๆ ซึ่งเค้าจะละเอียด ถ่ายซ้ำ ๆๆ อย่างนี้น่ะค่ะ พี่ก็ โอ๊ะ...ทำไมถ่ายเยอะจัง อ๋อ...เพื่อต้องการทุกอย่างที่ออกมาดูเป็นธรรมชาติที่สุด

พี่แหม่มเล่นหนังเรื่องก่อนหน้านี้คือ "ฮวงจุ้ย ฟ้า-ดิน-คน-มรณะ" [หนัง (เจ๊ง) ปลายปี 46 ผลงานการกำกับเรื่องแรก (และอาจเรื่องเดียว) ของบุญถิ่น ทวยแก้ว...คนเดียวกับที่ไปได้ดีกับการเป็นคู่หูอังเคิลในหนังผียุทธเลิศ 2 เรื่องนั้น]

- ค่ะ ก็ 2–3 ปีแล้วค่ะ

ถ้าเทียบก่อนหน้านี้ ระบบการทำงานเป็นยังไง

- ระบบการทำงานไม่เหมือนกันค่ะ ของไฟว์สตาร์เค้าเป็นอะไรที่บางทีโดยทีมงานแล้วเค้ายังเป็นระบบเก่า ๆ ซึ่งอาจจะเป็นในเรื่องของงบประมาณหรืออะไรหลาย ๆ อย่าง แต่สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหม่ เป็นคนทำงานที่เรียนมาด้านนี้โดยตรง แล้วรูปแบบการทำงานก็ละเอียดมากขึ้น ไม่ใช่ว่าของไฟว์สตาร์ไม่ดีนะ เพียงแต่ว่าเค้าอาจจะมีในเรื่องของการควบคุมของงบประมาณ แต่เรื่องใหม่นี้เค้าจะทำงานกันได้เต็มที่

การทำงานกับอาบัณฑิต

- พี่บัณฑิตจะเป็นอีกแบบหนึ่งค่ะ ซึ่งจริง ๆ แล้วทีมการทำงานสมัยก่อนกับปัจจุบันมันต่างกันเยอะ สมัยนี้เด็กจะมาค่อนข้างตรง สายตรงกับการเรียน การทำงาน แต่สมัยนั้นแบบว่าไม่มีพื้นฐานกันมาเลย ก็ทำ ๆ ๆ ขึ้น ซึ่งหลาย ๆ อย่างมันอาจจะยังไม่ค่อยเป็นระเบียบสักเท่าไหร่ แต่ปัจจุบันดีขึ้นเยอะ

สมัยใหม่เป็นเรื่องของเสียง ซาว ออน ฟิล์ม

- สมัยก่อนก็มี ซาว ออน ฟิล์มค่ะ แต่เรื่องของเทคนิค เทคโนโลยี มันจะดีขึ้นค่ะ การถ่ายทำ ไฟ เฟย สมัยก่อนไฟแผงมันก็ร้อนอยู่เลย สมัยนี้เปลี่ยนไปเยอะ ฟิล์มก็ไวแสงขึ้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปโดยระยะเวลาน่ะคะ มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอยู่แล้วล่ะค่ะ

บทของเด็กหอ มีความแตกต่างจากบทของหนังไทยสมัยก่อนเยอะไหม

- โดยเรื่องมันก็แตกต่างอยู่แล้วค่ะ บทโอเคอาจจะเป็นบทครูก็จริง แต่ว่ามันจะแตกต่างจากครูที่เล่นมาไม่ใช่ครูแบบที่เคยเล่นมา ไม่ใช่อย่างครูไหว โดยเรื่องมันแตกต่างกันอยู่แล้วค่ะ โดยโทนของเรื่อง ในเรื่องนี้อาจจะมีอารมณ์การแสดงมากกว่าตัวละครที่เคยเล่นมา โทนเรื่องก็ตื่นเต้นน่ากลัว สยอง ๆ ที่ผ่านมาเป็นครูก็ไม่ใช่โทนนี้ ก็เป็นครู นักเรียน เป็นครูดุ ๆ หน่อย เฮี้ยบ ๆ หน่อย จะแบบใส ๆ น่ารัก ๆ แต่เรื่องนี้จะดุ ๆ น่ากลัว (หัวเราะ)

...เรื่องนี้จะเครียดกว่าโดยคาแร็คเตอร์ของตัวละคร เป็นครูที่เก็บตัว ไม่ค่อยพูด ไม่อะไรกับใคร คือดุก็ดุ จะเป็นคนเก็บอารมณ์ไม่ค่อยอยู่ เหมือนมีความลับ มีอะไรไว้คนเดียวแล้วเราก็เก็บเอาไว้คนเดียว เครียดอยู่คนเดียว เด็ก ๆ ก็จะไม่กล้าเข้าใกล้ ก็จะกลัว เป็นที่ร่ำลือกันว่าครูน่ะดุ แล้วก็จะทำอะไรประหลาด ๆ แปลก ๆ รับบทเรื่องนี้ก็ยอมรับว่าเครียดมาก (หัวเราะ) เพราะว่า โอ้โห เหมือนเล่นอยู่คนเดียว มีเข้ากับนักแสดงอื่นบ้าง แต่มันก็จะอะไรอยู่คนเดียว ในการแสดงออกมันก็จะดูแปลก ๆ เป็นการแสดงที่ต้องใช้อารมณ์พอสมควร บางทีต้องตีเด็ก เกรี้ยวกราด กับเด็ก ซึ่งโหด (หัวเราะ) ดูแล้วน่ากลัวเหมือนกัน ตี ๆ ๆ จริง ๆ เลย ในเรื่องก็จะมีหลายเทคเหมือนกัน อุ๊ยตายแล้ว (หัวเราะ) สงสารเด็ก ๆ เพราะเราต้องเวลาโกรธอะไร เกรี้ยวกราด เด็กทำอะไรทีก็จะตีเค้า ซึ่งแบบเหมือนจิต ๆ นิด ๆ

แล้วเด็กกลัวมั้ย

- เด็กกลัว

กลัวจริง ๆ

- อ๋อ จริงคงไม่กลัวหรอกค่ะ (หัวเราะ) กลัวในการแสดง มันใช้อารมณ์ด้วยไงคะ แต่ห่วงเด็กก็ห่วง แต่ก็พยายามหลบ ๆ เลี่ยง ๆ ไม่ตีแบบ พวกนั้นก็ตีเลยตี คอยเชียร์กันสุดฤทธิ์ (หัวเราะ) เราก็กลัวเด็กเจ็บ (หัวเราะ) เดี๋ยวมันจะแหยง ๆ เล่นกับเราไม่ได้ ก็ใช้เทคนิคนิดหน่อย ตีก็ยั้ง ๆ มือ แต่ก็มีโดนกันบ้าง หลายผัวะ (หัวเราะ)

ซีนยาก ๆ

- ซีนเรียกอารมณ์ บางทีต้องเกรี้ยวกราดกับนักเรียน อารมณ์มันจะแบบขึ้น ๆ ลง ๆ เร็วมาก ซึ่งบางทีเราเรียกอารมณ์ไม่ทัน ก็ให้เวลานิดนึง ครูคนนี้ไม่มีเหตุผลน่ะ เหมือนโกรธอะไรไม่มีเหตุผล

คาดหวังกับหนังยังไง

- ก็หวังว่า คืออยากให้ประสบความสำเร็จนะคะเรื่องนี้ เพราะว่าเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจในเรื่องของการดำเนินเรื่อง การเล่าเรื่อง ซึ่งพี่แหม่มอ่านแล้วพี่แหม่มก็ชอบ แล้วสนุกด้วย แต่ว่ามันอาจจะไม่ได้น่ารัก กุ๊กกิ๊กเหมือนอย่างที่ผ่าน ๆ มา อย่าง "แฟนฉัน" แต่มันก็จะน่ารักอีกแบบ คือในเรื่องของความผูกพันของเด็ก ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน ซึ่งมันก็จะมีในเรื่องของเด็กอีกแบบ ซึ่งอาจจะมีน้ำตาไหลเลยก็มี น่ากลัวก็มี มันจะมีหลายรสชาติ แต่อยากให้คนมาดู อย่างน้อยก็มาเป็นกำลังใจกัน เพราะทำงานกัน ตั้งใจทำงานพยายามถ่ายทอดอะไรออกมา เป็นอีกรูปแบบหนึ่งให้คนรับชมกัน

พี่แหม่มจำได้หรือเปล่าว่าน้องแน็คเคยเล่นกับพี่แหม่มในเรื่อง "กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้"

- จำได้ค่ะ เค้าเล่น "แฟนฉัน" แล้วมีคนมาสัมภาษณ์ เราก็ อ้า...คนนี้เหรอ (หัวเราะ) ลูกเรา (หัวเราะ) ตอนนั้นยังไม่ขวบเลย (หัวเราะ) ตั้งแต่พูดไม่ได้จนพูดได้น่ะค่ะน้องแน็ค ตอนที่เล่นนั้นประมาณยังไม่ขวบเลย จนถ่ายไป 7 – 8 เดือนเค้าก็ขวบกว่า จนเริ่มพูดได้เป็นคำ ๆ แล้วก็ เออ ไม่นึกว่าเวลาผ่านไปแล้วเรายังมีโอกาสได้เล่นหนังกับเค้าอีก ตอนเล่น "แฟนฉัน" เราก็ไปดู เราก็ เอ้ย...ดูเค้าโตขึ้นตั้งเยอะ แต่หน้าโครงหน้าเค้ายังคล้าย ๆ ตา ปาก เออ...ดูสิเค้าจะเกิดมาเป็นนักแสดงจริง ๆ คือตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แล้วเค้ายังไม่รู้เรื่องอะไร เวลาถ่ายมันมีฉากต้องร้องไห้ ก็จะมีคนมาทำให้เค้าร้องไห้ แฮ่ ๆ ทำหลอก เค้าก็จะ แอ้ ร้องไห้ เสร็จละ คัท เทค เทค ต้องเทคใหม่ เค้าก็จะเอาไปกล่อมให้อารมณ์ดีให้เล่นใหม่ (หัวเราะ) สงสารเด็ก สงสารน้องแน็คมากตอนนั้น คือ (หัวเราะ) แบบเดี๋ยวก็ต้องร้องไห้ เดี๋ยวก็ต้องอารมณ์ดี บางทีมันต้องเทคหลายเทค พอถึงเวลาจะให้ร้องไห้เดี๋ยวก็จะมีคนมาหลอกมา แฮ่ ๆ มาหลอก มาขู่เค้า (หัวเราะ)

...คือตั้งแต่เค้าเด็กแล้วเค้าก็สามารถ ห้า สี่ สาม สอง เค้าร้องไห้อยู่ เค้าก็จะเงียบ สะอึก สะอึก (หัวเราะ) อุ๊ยตายแล้ว สงสารลูก สงสารเด็กจังเลย เหมือนเค้าต้องรับรู้ เรียนรู้โดยธรรมชาติของเค้าว่า เค้าทำงานอยู่นะ แล้วพอเค้าได้ยิน ห้า สี่ สาม สอง แอ็คชั่น เค้าร้องไห้อยู่ก็จะนิ่ง สะอึก ไม่ให้มีเสียงออกมา คือเด็กมันยังไม่ขวบเลย ตายแล้วสงสาร กลัวสุขภาพจิตเสีย (หัวเราะ) จะเป็นแบบนี้ค่ะ พอเค้าพูดได้ คำพูดแรก ที่อยู่ในกองถ่าย พี่ขำมากเลย ชั่น ชั่น แอ็คชั่นไง (หัวเราะ) ไฟ ไฟ อย่างนี้น่ะอยู่ในกองถ่าย อยู่จนพูดได้ เห็นเค้าตั้งแต่ยังไม่เดิน ยังคลานเตาะแตะ จนขวบกว่า จนเดิน คนในกองถ่ายก็เฮ...น้องแน็คเดินได้แล้ว (หัวเราะ) มันถ่าย 7 – 8 เดือน หนังน่ะค่ะ จนเค้าโตขวบกว่า แล้วเค้าจะยาว ๆ มานิดนึง แต่ตัวเค้าจะเล็ก ๆ ไม่โตมาก น่ารักน่ะ แล้วพอมาเจออีกดูสิ โลกมันกลม ถึงเวลามาได้เจอกันอีก

มีคนบอก

- พี่อ่านในหนังสือค่ะ แล้วถึงเพิ่งมารู้ อ่านสัมภาษณ์ว่า อ๋อ...น้องแน็ค คือเด็กที่เล่นเรื่องนี้มาก่อน เล่น "กาลครั้งหนึ่งฯ" เราก็ เหรอ ตายแล้ว เล่นเป็นลูกเรา ยังไม่ขวบเลย ตอนนี้ 12-13 ตอนดู "แฟนฉัน" เค้าก็น่ารักดีน่ะค่ะ แต่ตอนนั้นเค้ายังจำอะไรไม่ได้มั้ง เค้ายังเล็กมาก แต่ว่าคงมีคนบอกเล่าเค้า บอกว่าเค้าเคยเล่นหนังเรื่องนี้ เค้าคงจำไม่ได้ เด็กต้อง 5 – 6 ขวบขึ้นไปถึงจะจำได้ คงเป็นคำบอกเล่า คงดูหนัง อยากรู้ว่าโตมาแล้วเค้าดูหนังเรื่องนี้ เค้าเป็นยังไง (หัวเราะ) ได้เห็นตัวเอง แปลกดี นี่แหละ ตัวเค้า (หัวเราะ)

ได้สนิทกันในกองไหม

- ไม่ค่อยได้คุยค่ะ วัยมันห่างกันมาก (หัวเราะ) เราเหมือนเป็นแม่เค้า เค้าจะสนุกของเค้าเป็นเด็ก ๆ แต่เจอกันก็ทักทายเป็นธรรมดา คุยอะไรได้ แต่ไม่ได้มาสนิท เล่นหัวกันนี่ ไม่ใช่

นักแสดงคนอื่นในกองถ่ายเป็นยังไง

- ก็สนิทกับทีมงานร่วม นักแสดงก็ไม่ค่อยได้สนิท มีพี่แหม่มคนเดียว นอกนั้นก็มาวัน สองวันแล้วก็ คุณอะไรนะที่เล่นเป็นพ่อน้องแน็ค

พี่ฮาร์ท

- คุณฮาร์ทมาเล่นไม่กี่คิว ซึ่งเค้าจะมีฉากถ่ายกับลูกที่ไม่มีพี่แหม่ม ก็ไม่เจอใคร ก็จะมีสนิทกับทีมงาน กับน้อง ๆ ที่คอยดูแล

ร่วมฉากกับพี่ไก่

- มีเหมือนกันค่ะ ฉากวันที่มาส่งลูก แต่มันมีอยู่ไม่กี่ครั้ง ที่เจอกัน ส่วนมากพี่ก็จะอยู่กับเด็ก ๆ

2 – 3 วันก่อนเพิ่ง ดูหนังเรื่อง "เหยื่อ"

- อ๋อ คือพี่ว่ามันเป็นหนังร่วมสมัยนะ แบบว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ มันเปลี่ยนแปลงไปเอง สมัยก่อนมันเป็นวดีโอ สมัยนี้ก็เป็นอินเตอร์เน็ต เป็นอะไรไปแล้ว แต่โดยรวมแล้วมันยังได้อยู่ เพียงแต่มาปรับเปลี่ยน ความน่าห่วงสมัยก่อน พ่อแม่เค้าก็จะห่วงลูกเอาวิดีโอโป๊มาดู เดี๋ยวนี้ไม่ต้องห่วงหรอก ยิ่งกว่าอีก แต่ดูแล้วสงสาร ดูแล้วเครียด ในเรื่องของคนที่เป็นพ่อแม่ที่ต้องทำงานแล้วต้องมาเจอแบบนี้ พี่ดูแล้วพี่เครียดมากเลย แต่พี่ชอบนะเรื่องนี้ มันเป็นหนังที่สะท้อนสังคมได้ดีมากเรื่องนี้ เหมือนเรื่อง "น้ำพุ" น่ะค่ะ "น้ำพุ" ก็เหมือนกัน โดยเรื่องมันทันสมัย เพียงแต่เอามาปรับเท่านั้น

พี่แหม่มเล่นหนังมาเยอะ

- จำจำนวนไม่ได้ ประมาณ 60–70 เรื่องประมาณนี้

ชอบอะไรในหนังไทย

- จริง ๆ แล้วมันเป็นการทำงานนะคะ ซึ่งพอเราทำงานมานาน ๆ มันก็ต้องมีความผูกพันเป็นธรรมดา แต่หนังมันสามารถที่จะเล่าเรื่องราวอะไรได้ มันเป็นตัวแทนอะไรหลาย ๆ อย่าง ในเรื่องของวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ มันก็จะสื่อออกมาในภาพยนตร์ ไม่ว่าประเทศเรา ประเทศไหนก็ตาม ในเวลาแค่ชั่วโมงกว่า ๆ หรือสองชั่วโมงสามารถที่จะถ่ายทอดเรื่องราวลงไปได้ เราจะได้เห็นหลาย ๆ อย่าง

...บางทีเราอาจจะดูจากหนังที่ทำในยุคนี้ ซึ่งเป็นหนังยุค 70 ซึ่งเป็นสมัยใหม่ในยุคนั้น แต่พอเวลาผ่านไปแล้ว เราต้องการที่จะไปดูอดีตน่ะ เรากลับไปดูหนังเรื่องนั้นได้ เราจะเห็นว่า อ๋อ สมัยนั้นเค้าแต่งตัวกันแบบนี้ มันบ่งบอกอะไรหลาย ๆ อย่าง คือทุกอย่างน่ะค่ะ อดีต ปัจจุบัน แม้กระทั่งอนาคตก็ยังมีอยู่ในหนังได้ เราไปค้นหาได้ในนั้น คือถ้าเราไม่ได้คิดว่าในเรื่องของเครื่องแต่งกาย โดยเนื้อเรื่องเราสามารถ มันทันสมัยได้ เข้าสมัยได้ เอามาปรับนิดนึง เพียงแต่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป พอมาดูแล้วเรา เออ...สมัยนั้นมันเป็นแบบนี้ สมัยนี้มันเทียบเคียงกันได้ไหม มันก็มีน่ะค่ะ มันเทียบเคียงกันได้ ซึ่งปัญหาต่าง ๆ มันคล้ายคลึงกัน

กับบทบาทที่ชอบ

- พี่จำไม่ได้หรอกค่ะ (หัวเราะ) พี่ชอบ "กาลครั้งหนึ่งฯ" เรื่องหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะว่ารู้สึกว่ามันเป็นตัวแทนอะไรได้ค่ะ บางทีคนเป็นพ่อเป็นแม่ มันต้องมีความอดทมน มันต้องเสียสละ หลายอย่าง บางทีเราอาจจะเป็นตัวละครที่เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีก็ได้ เป็นแม่ที่เห็นแก่ความรู้สึกตัวเองเกินไป จนลืมนึกถึงลูก เรื่อง "เหยื่อ" ก็เหมือนกัน พอพี่ดูแล้ว เล่นไปแล้ว มันเป็นตัวแทนให้คนดูได้รับรู้อะไร ให้เค้าได้ไปคิด ติดตามต่อได้ ถ้าเป็นอะไรที่แบบเบาสมอง สนุกสนาน ก็จะชอบ "หวานมันส์ฯ" (หัวเราะ) ในยุคนั้นมันก็คือเป็นหนังวัยรุ่นน่ะค่ะ สนุก ๆ ใส ๆ ไม่มีพิษมีภัย (หัวเราะ) น่ารักดี ("หวานมันส์ ฉันคือเธอ" มี 2 ภาค ทำรายได้ไปพอสมควรในยุคนั้น-ผู้เขียน)

บุญชูล่ะคะ

- "บุญชูฯ" ก็ชอบนะคะ แต่โดยตัวบทแล้วมันก็จะเป็นหมู่มวลรวม ๆ กัน อาจจะมีบุญชูคนหนึ่งที่โดดเด่นขึ้นมา แต่ที่พี่แหม่มได้เล่นอะไรเต็ม ๆ หน่อย มีอยู่ไม่กี่เรื่อง อย่าง "ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44" ก็ชอบ ส่วนมากหนังพี่บัณฑิตซะส่วนใหญ่

อำแดง

- อำแดงก็ดีค่ะ บางทีพี่จำไม่ค่อยได้ (หัวเราะ)

เดี๋ยวนี้เค้ามีวีซีดีออกมา

- ค่ะ พี่ก็มีเก็บไว้บ้าง หรือแม้กระทั่งที่เป็นจากนวนิยาย ที่เราชื่นชอบสมัยก่อน "คำมั่นสัญญา" เอย ก็เป็นบทที่ดี ๆ "คู่กรรม" เป็นอะไรที่นางเอกทุกคนอยากเล่นเป็นอังศุมาลินเหลือเกิน พอเรามีโอกาสได้เล่น เราก็ปลื้มเหมือนกัน

จริง ๆ แล้วพี่แหม่มชอบบทแบบไหน

- พี่ชอบเรื่องลุย ๆ หน่อย อย่าง "ส.อ.ว.ฯ" พี่ชอบ ที่ดูเป็นผู้หญิงแกร่ง ๆ หน่อย

ชอบดูหนังแบบไหน

- ดูได้ทุกประเภท ดูได้หมด

ได้ดูเด็กหอหรือยัง

- ยังเลยค่ะ ยังไม่ได้ดู แต่มีที่ดูนิดหน่อย ตัวอย่างสวยดี

ผลงานพี่แหม่มตอนนี้

- มีถ่ายละคร "โคกคูน ตระกูลไข่" ก็ยังถ่ายอยู่ ของเวิร์คพอยต์ แล้วก็รายการ "ศิราณี" ของช่อง 3 แล้วจะเปิดละครเรื่องใหม่เรื่อง "เหยื่อมาร" ต้นธันวา ของช่อง 3 พี่ไก่

แล้วหนังล่ะคะ

- หนังพี่แหม่มไม่ค่อยมีโอกาสได้เล่นแล้วล่ะค่ะ มันไม่ใช่เวลาของเราแล้ว มันเป็นเวลาของคนรุ่นใหม่ ๆ เค้าไปหมดแล้ว นอกจากบางบทบาทเท่านั้นเองที่เค้านึกถึงเรา เค้าก็จะติดต่อให้เราเล่น แต่ว่าบางทีเราทำงานละครอยู่ มีหลายเรื่องติดต่อเข้ามา โดยเวลาจะไม่ได้กัน เพราะพี่ถ่ายละคร จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส เสาร์ อาทิตย์ มันก็เต็มเวลา ซึ่งก็ได้อยู่ไม่กี่คิว ซึ่งทำให้หนังเค้าติดเรา เสียเวลาเปล่า ๆ ก็จะปฏิเสธเค้าไป ส่วนมากจะเป็นรับเชิญค่ะ ไม่ได้เล่นเต็ม ๆ

อาบัณฑิตมาชวนไหมตอนนี้

- อาบัณฑิตตอนนี้ไม่รู้ทำอะไรอยู่ จริง ๆ แล้วเค้าคงอยากได้นักแสดงรุ่น ๆ ที่ร่วมงานเค้ามาร่วมงานด้วย บางทีเค้าอย่างอะไรน้า ตอนนั้นที่พี่บัณฑิตทำ พี่ไปรับเชิญ

ชื่อชอบ ชวนหาเรื่อง

- เออ อะไรอย่างนี้ค่ะ จริง ๆ แล้วมันก็ไม่มีอะไรเลย แต่ว่า อ๊ะ ทำให้พี่บัณฑิตเค้าน่ะค่ะ คือให้ใจเค้าจริง ๆ ไปให้เค้า ดาราหลายคนไปให้เค้า เพราะเรารักพี่บัณฑิตไงคะ ถึงทำให้เค้า แต่ว่าพี่บัณฑิตก็ไม่ได้ทำหนังบ่อย ๆ โดยสุขภาพเค้าไม่ค่อยดีด้วย เลยนึกอยู่ ถ้าพี่บัณฑิตติดต่อมา เป็นบทอะไรที่เราเล่นได้ เราก็เต็มใจเล่นให้เค้าอยู่แล้วค่ะ

กับอาบัณฑิตเป็นคนที่พี่แหม่มร่วมงานเยอะสุด

- น่าจะเยอะสุดนะคะ หลายเรื่อง "บุญชูฯ" ก็ตั้งกี่ภาคแล้วน่ะ เจอะกันจนอู๊ย (หัวเราะ) ตั้งหก เจ็ดภาค มันจะมีภาค หนึ่ง สอง แล้วก็มา ห้า เลย (หัวเราะ) หก เจ็ด แปด แล้วมันจะมี "วัยอลวน" พี่แหม่มเล่นอะไรน้า

พี่เล่น "วัยอลวน" เหรอคะ (หัวเราะ)

- อะไรคล้าย ๆ กันน่ะ (หัวเราะ) เดี๋ยวก่อน อะไรประมาณนี้ มีคุณหนุ่ยเล่น อ้อ "ปัญญาชนก้นครัว" เอ่อ...ของ พี่บัณฑิต "ส.อ.ว.ฯ" แล้วก็ "บุญชูฯ" ตั้งหลายภาค "ด้วยเกล้า" "กาลครั้งหนึ่งฯ" แล้วก็มีอะไรไม่รู้ (หัวเราะ) แต่เล่นหลายเรื่อง เยอะมาก

มีคนมองไหมว่านางเอกหนังไทยจะมาเฮฮา ตลก อย่างพี่จิ๊ก เนาวรัตน์ แล้วพี่แหม่มเป็นไหมคะ

- พี่แหม่มเป็นไหมคะ พี่ไม่ใช่คาแร็คเตอร์นั้นไงคะ พี่คงไม่เป็นหรอกค่ะ (หัวเราะ) มันก็ตามบทไงคะ เล่นตามบท เค้าก็มีบทสคริปต์ให้ พี่ก็เล่นตามนั้น พี่ไม่มีนอกบทเลย ไม่มีนอกสคริปต์เลย เพราะพี่เล่นตลกไม่เป็น แล้วพี่จะเล่นไปขำไป เออ ไม่เป็นไร ก็ถ่ายไปทั้งที่ขำ ๆ นั้นแหละ เค้าก็ถ่ายไป พี่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร (หัวเราะ) มันไม่ใช่เล่นหนังน่ะ หลายคนพูดแบบนี้ไง พี่ก็เหรอ ทำไมมองพี่เป็นแบบนี้ เค้ามาถามว่าทำไมพี่ต้องไปเล่นตลก พี่ ก็อ้าว มันงาน เหมือนกันน่ะ เป็นงานน่ะ แล้วพี่ก็เล่นตามสคริปต์ แล้วก็รู้สึกว่าทำไมเค้ามองแบบนี้ เพราะว่าพี่จิ๊ก เค้าเป็นคนสนุกสนาน เป็นคนตลกของเค้า พี่เป็นคนนิ่ง ๆ เฉย ๆ พี่ก็ไม่ใช่คนอย่างนั้นไง เราเลยรู้สึก อุ๊ย ทำไมมองเราแบบนั้น เออ แปลกเหมือนกัน

...เหมือนกับว่าโดยรวม ๆ ศิลปินตลกกันหมดเลย พอเราเข้าไปอยู่ตรงนั้น เหมาเรารวมเป็นแบบนั้น จริง ๆ มันก็ได้ ไม่เป็นไร นักแสดงเหมือนกัน แล้วพี่ชื่นชอบในความสามารถของเค้านะ ว่าเค้าเก่ง เล่นอะไรได้ เค้าพูด สนุกสนาน คิว เคย จังวง จังหวะ เค้าดี แล้วตลกมันต้องตลกมาจากตัวจริง ๆ ของเค้าแล้วพี่เอง พี่ไปเล่นไม่ได้ พี่ประเภท ไปพูดไปคิดมุข คิดอะไรเอง พี่ทำไม่เป็น พวกนี้เค้าจะหัวแบบครีเอทมาก เก่ง มาก คนอื่นเวลาไปเล่นอะไรไม่ให้เกียรติเค้าเลย แหม เรียก "ไอ้เท่ง" พี่เรียกคุณทุกคำ พี่ให้เกียรติเค้า เพราะพี่รู้สึกว่าพี่ชื่นชอบในความสามารถของเค้า เราปลื้มเค้า เค้าเก่งมากต้องยอมรับ เค้ามีความสามารถของเค้า หรือแม้กระทั่ง "เจเน็ต เขียว" เออ น้องมันเก่งจังเลยน่ะ เค้าเป็นศิลปินน่ะ พี่รู้สึกว่าเค้าให้เกียรติเรา เราก็ให้เกียรติเค้า บางทีบางคนจะรู้สึกว่าเป็นตลก ๆ แล้วเรียกเค้าแบบ ไอ้ อี แบบนี้ ซึ่งไม่ถูก มันไม่ได้ พี่เรียก "คุณหม่ำ คุณเท่ง คุณโหน่ง" ทุกคำ เพราะรู้สึกว่าต้องให้เกียรติเค้า เค้ามีความสามารถ

...หรือแม้กระทั่งสมัยก่อน "ป๋าต๊อก" น่ะ เรียก ไอ้ต๊อก ไอ้ต๊อก ตายละ ลูกเล็กเด็กแดงก็เรียกแบบนี้ ทำไมไม่ให้เกียรติเค้า หรือแม้กระทั่ง "ก่อนบ่ายคลายเครียด" พวกนั้นเก่ง แล้วเรารู้สึกว่าเราอยู่กับเค้าแล้วเราตายเลยน่ะ (หัวเราะ) ทำอะไรไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะเค้าพลิ้วกันมาก หัวดีมาก เค้าจะคิดมุขอะไรในเวลานั้น จังหวะส่งกัน ซึ่งต้องเป็นความสามารถส่วนตัวจริง ๆ

แล้วบทตลกของอาบัณฑิตเป็นตามบท

- ตามบทค่ะ เค้าเขียนคาแร็คเตอร์จากตัวแสดงอย่างพี่ติ๊ก พี่ตุ๋ย ก็เขียนจากคาแร็คเตอร์ตัวละครตัวนั้นขึ้นมา แล้วเค้าจะเขียนเสริม ๆ เข้าไป ซูโม่เอ๋ อะไรแบบนี้ ใครมาเล่นบทพี่เอ๋ก็ไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะเค้าดึงมาจากตัวจริง ๆ ของเค้าเลย เค้าจะเล่นเป็นธรรมชาติของเค้ามาก ๆ เลยทำให้ออกมาแล้วแบบพลิ้ว ๆ สนุกสนาน ถึงบอก "บุญชูฯ" เอามาทำใหม่ก็ไม่เหมือนเดิม

แล้วเล่น "เด็กหอ" คนจะมองพี่แหม่มว่าเป็นตัวร้าย

- เดี๋ยวสิคะ จะมีเฉลย แต่ต้องไปดูกันนะคะ (หัวเราะ) คือต้องไปดู แล้วเรื่องจะเล่าของมันเอง ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมแบบนี้ เหตุและผลของมันอยู่ในตัว

ตอนจบมันจะ...

- (หัวเราะ)

เค้าไม่ให้บอกอะไรเลยใช่ไหมคะ (หัวเราะ)

- (หัวเราะ) เค้าไม่ให้บอกอะไรเลยค่ะ ก็เป็นหนังผีเรื่องหนึ่ง ผีในโรงเรียน (หัวเราะ)

ถ้าคนคิดถึงหนังไทยเค้าก็จะคิดถึงพี่แหม่ม

- ก็เป็นได้ เพราะช่วงนั้นพี่แหม่มเล่นหนังเยอะ นางเอกมีอยู่ไม่กี่คน พี่ก็เล่นซ้ำไปซ้ำมา ตอนนั้นค่ายหนังมีไม่เยอะ ก็มีไฟว์สตาร์ที่ทำหนังเยอะหน่อย มีหนังออกมาตลอด มันก็จะต่อเนื่องกัน คือดูก็ต้องเป็นเรา มันจะไม่มีคนอื่น คือคนที่ไม่ได้อยู่ในค่ายเค้าก็จะไม่ได้เล่นต่อเนื่อง เล่นแล้วหายไป ไม่มีความต่อเนื่อง คนดูเค้าก็จะติดใจ ติดตา มันก็จะไม่เหมือนคนที่มีงานตลอด แล้วพี่อยู่ตรงนั้นมาตั้ง 6 ปี ที่เล่นหนังติด ๆ กันมา ปี ๆ หนึ่งเล่นหนัง 7-8 เรื่อง เยอะ (หัวเราะ) มันก็ต้องจำได้เป็นธรรมดา (หัวเราะ)

สมัยนั้นเรื่องหนึ่งใช้เวลาถ่ายนานไหม

- 4-5 เดือนน่ะค่ะ แบบ "พี่เปิ้ล จารุณี" เค้าจะเล่นเยอะมากเป็น 100 ๆ เรื่อง อย่างยุคนั้นนางเอกก็จะมีพี่เปิ้ลโดดเด่นขึ้นมา คนอื่นจะเล่นห่าง ๆ กันไป พอมาอยู่ไฟว์สตาร์มาเซ็นสัญญา ผลงานมันจะมีต่อเนื่อง เล่นกับผกก.หลายท่าน มาเล่นกับท่านนี้บ้าง ท่านนี้บ้าง ค่อนข้างหลากหลาย มันก็เป็นโอกาสของเรา ดารามีไม่กี่คน เดี๋ยวนี้ดารามาเป็นโขยง ถ้าไม่มีอะไรโดดเด่นหรือโดนจริง ๆ ก็หาย คนก็ลืม หรือถ้าไม่มีงานอย่างอื่น อย่างละครก็จะพอให้คนจำได้บ้าง แต่ถ้าจะให้ติดแบบเป็นดาราที่รักแล้ว คงยาก หาแบบสมัยก่อนคงยากแล้ว

ยุคโน้นพี่แหม่มมีเรียนการแสดงไหม

- ไม่ได้เรียนทฤษฎีเลยค่ะ มีแต่ "คุณอาพิศมัย วิไลศักดิ์" เรื่องแรก "ผู้ใหญ่ลีกับนางมา" แบบเล่นด้วยคอยสอน ทำอย่างนี้ (หัวเราะ) เค้าพูดอะไรมาเราก็รับแล้วทำตาม แต่คือคิดอะไรเองไม่เป็น แล้วหาประสบการณ์เอง เรื่องอารมณ์เราก็ไม่รู้ทฤษฎียังไง เราก็คิดถึงเรื่องอะไรต่ออะไร โดยบทถ้ามันเศร้ามันทำให้เราเศร้าไปได้ เราก็คิดตามบทไป คือเรียนรู้ด้วยตัวเองน่ะค่ะ แต่จะมีเรื่องหนึ่งที่ได้เรียนพื้นฐานนิดนึง ตอน "หลังคาแดง" มี "คุณครูรัศมี เผ่าเหลืองทอง" เค้ามาสอนการแสดงให้ มีการได้เรียนพื้นฐานการแสดง ได้เรียนแบบอิมเมจิเนชั่น อะไรต่าง ๆ แบบว่าให้คิดจินตนาการเอง ให้เราจับของร้อน จับแก้วร้อน ให้เรารู้สึก นี่แหละ ได้เรียนนิดนึงจากเรื่องนี้

"เด็กหอ" เรื่องนี้มีเวิร์คช็อป

- พี่ไม่ได้มาเวิร์คช็อปกับเค้า พี่ไม่มีคิวให้เค้า (หัวเราะ) แต่รุ่นใหม่เค้าจะทำแบบนี้นะ ถ้ามีเวลานะก็น่าจะมา แต่แบบดาราที่มีชื่อเสียงแล้ว เค้าก็ไม่อยากมาเสียเวลากับตรงนี้ไง จริง ๆ แล้วมันเป็นการเรียนรู้ที่แบบมาเป็นตัวละครจริง ๆ ซึ่งมันน่าจะดี เพราะบางทีเราเล่นอะไรแล้ว สมองเรามีอะไรรกไปหมดเลย เหมือนกับเรามาเคลียร์ตัวเราเองให้มัน เออ...แล้วมารับบทนี้จริง ๆ ให้มันตรงคาแร็คเตอร์ แล้วการถ่ายทอดอะไร ให้เรารู้สึกกับตัวละครนี้จริง ๆ มันก็น่าจะดี ส่วนใหญ่เล่นแล้วเข้าเลย แล้วก็ต้องมั่นใจว่าเค้าเล่น

ระหว่างละครกับหนังพี่แหม่มชอบอะไร

- ชอบทั้ง 2 อย่าง มันเป็นงาน มันเป็นการแสดงซึ่งมันมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ในเรื่องของละครเค้าจะมีจังหวะของการเล่น เล่นช้า แต่หนังเค้าจะเล่นปกติเหมือนเราพูดคุยกันแบบนี้ แล้วกล้องเค้าจะอินเสิร์ทแล้วเราก็อาจจะเล่นซ้ำ ๆ แต่ละครเค้าจะเล่นยาว แล้วสมาธิเวลาเล่นละครเราจะดีกว่า แต่ในหนังสมาธิเราก็ต้องดีเหมือนกัน เพราะเราต้องเล่นซ้ำ ๆ ลองช็อตอะไร ของเค้า แต่ละครจะเล่นรวดเดียว ถ้าไม่เทคก็ไม่เป็นไร กล้องก็จะรัน แต่จังหวะเวลาเล่นละครกับมาเล่นหนังน่ะ ส่วนมากเวลาเล่นนิดนึง เพราะเวลาเล่นละครเราจะมีหันนิดนึงจังหวะ จะหันที มันต้องมีลีลา มันบอกไม่ถูก นักแสดงเค้าจะรู้น่ะ (หัวเราะ) แต่พอมาเล่นหนังแล้ว พี่แหม่มเล่นเร็วอีกนิดนึง พี่ก็จะปรับ เพราะบางทีเราเล่นไปทางละครไงคะ แต่พอเล่นละครเล่นเร็ว (หัวเราะ) กล้องไม่ทัน มันก็จะนิดนึงค่ะ มันมีลีลาในการแสดงไม่เหมือนกัน พอหันมาปุ๊บ ทำตาแป๊ะ เค้าจะมีหางกล้องรับทัน บางทีตัวละครหันมาพูด กล้องรับ จังหวะไดอะล็อกพูดพอดี บางทีพูดไปแล้วกล้องยังไม่มาถึงตัวละครเลย แสดงว่าตัวละครเล่นเร็ว เวลาเล่นละครอาจจะต้องเล่นช้า 2-3 วิ เวลาจะพูด อื้อ อ้า นิดนึง ให้กล้องรับเราทัน พอเราพูดไดอะล็อกนี้มันก็จะพอดี (หัวเราะ) บอกไม่ถูก เทคนิคการเล่น ลีลาการเล่น ละครแบบละครพีเรียด ละครปัจจุบันก็ไม่เหมือนกัน การพูด การหัน ชม้อยช้อยชายตาต่างกัน มันมีรายละเอียดน่ะค่ะ ปลีกย่อย

ได้รางวัลมาเยอะ

- รางวัลที่มีอยู่ตอนนี้นะคะ ที่ไม่นับพวกอะวง อวอร์ดทั้งหลาย (หัวเราะ) ตุ๊กตาทองได้แล้ว สุพรรณหงส์ได้แล้ว ชมรมวิจารณ์ได้แล้วหลายรางวัล ทีวีทองคำ เมขลา กาลครั้งหนึ่งก็ได้ สมศรีก็ได้ ส.อ.ว. ฯ, อำแดงก็ได้ อุ๊ย ได้ตั้งหลายรางวัลแล้ว มันไม่มีใครด้วยไงตอนนั้น (หัวเราะ) มีอยู่คนเดียวเค้าก็ต้องให้แล้ว มีพี่แหม่มเล่นหนังอยู่คนเดียว บางทีมันอาจจะแปลกตา เป็นหุ่นยนต์บ้าง เด็ก ๆ คงชอบ คงจะแปลกตาเค้ามั้ง เค้าเลยให้

ตอนการถ่ายหนังพี่ย้งมีมาขออะไรพิเศษไหม

- อ๋อ เค้าจะบอกบางทีตีความไม่เหมือนกัน บางทีพี่แหม่มตีความอีกแบบ ดูแล้วเครียดไป ย้งก็จะบอก พี่แหม่มฉากนี้สุดท้ายแล้วนะ เหมือนกับทุกอย่างมันเฉลยแล้ว พี่แหม่มต้องรู้สึกอีกแบบหนึ่ง อ๋อเหรอ เออ พี่แหม่มเครียดไป เค้าก็จะมาบอกแบบนี้ หรือพี่แหม่ม ฉากนี้อีกนิดนึง เค้าจะบอกว่าเค้าตีความแบบนี้ เราตีความแบบไหน บางทีไม่เหมือนกัน ปรึกษา เล่นตามที่เค้าบอก บอกย้งเลยนะ ย้ง ถ้าไม่ได้ ย้งต้องบอกพี่นะ ไม่มีปัญหา เราเพื่อเค้า เพราะบางทีภาพแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน พี่อีกแบบ เค้าอีกแบบ ก็เชื่อผกก. เพราะเป็นภาพของเค้า ไม่ใช่ภาพของเรา

ผู้กำกับรุ่นใหม่กับรุ่นโน้นต่างกัน

- ในเรื่องของความคิดมันก็ต่างอยู่แล้วหล่ะค่ะ แล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เค้าเรียนรู้มาก ย้งเค้าเรียนมาทางนี้โดยตรง เออ เป็นรุ่นใหม่ เค้าคิดอะไร แล้วเราจะไม่รู้ไง คือเค้าต้องบอก สื่อสารเรา เพราะเราจะไม่รู้ว่าเค้าคิดอะไร อย่างไร เราอาจจะเคยเรียนรู้อะไรที่ผ่านมา 20 ปีแล้ว มาถึงตรงนี้เค้าก็ต้องคอยมาบอก เค้าต้องการแบบนี้ ภาพแบบนี้ อธิบาย คือเรามีพื้นมาบ้าง มันก็จูนกับเค้าไม่ยาก

พี่แหม่มอยู่วงการมากี่ปี

- 21 ปี จะ 22 (หัวเราะ) 22 ปีเต็ม ละคร 10 กว่าปีแล้วค่ะ เรื่องแรก "สี่แผ่นดิน" แล้วก็ "เชลยศักดิ์" ละคร 15-16 ปีแล้ว เพราะพี่แหม่มมีเล่นหนังมา 6 ปีแล้วมาเล่นละคร ประมาณนี้ ปีนี้ 22 หรือ 21 เพราะพี่แหม่มเข้ามาปลายปี 27 อุ้ย จะปี 49 จะ 22 ปี ตาย (หัวเราะ) หลาย ๆ คนก็ยังไม่เกิด

...นี่ไม่ใช่บทสัมภาษณ์ลุ่มลึกอะไร แต่มันเป็นความสุขใจอย่างจัง ๆ ที่ได้นั่งคุยกับความทรงจำของตัวเอง ความทรงจำที่มี "จินตหรา สุขพัฒน์" อยู่ข้างใน

...ส่งงานนี้เสร็จจะไปหยิบ "ส.อ.ว.ฯ" มาดูค่ะพี่แหม่ม แล้วเราจะได้เจอกันในนาทีต่อไปนั้น...สวัสดี

ป.ล.

1) รายชื่อผลงานหนังทั้งหมดของ "จินตหรา สุขพัฒน์" คลิกดูได้ที่ thaifilmdb.com

2) เว็บไซท์ แฟนคลับแหม่ม จินตหรา

********************



Copyright 2004 | deknang | All rights reserved.
Mambo Open Source is Free Software released under the GNU/GPL License